“High risk high return” เสี่ยงมาก กำไรมาก นิยามที่หลายคนคงจะคุ้นเคยกัน มาบ้างพอสมควร แต่คงจะมีหลายคนบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่ามีมั้ยประเภทเสี่ยงน้อย กำไรมาก คำตอบคือมีครับซึ่งแฮร์รี่ มาร์โควิทซ์ ผู้ที่เคยได้รับรางวัลโนเบล มี คำตอบที่ทำให้ทุกคนตาสว่าง
สิ่งที่มาร์โควิทซ์ได้พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นตามด้วย ก็คือ
การลงทุนในหลักทรัพย์หรือสินทรัพย์สองชนิด พร้อมๆ กัน
จะมีความเสี่ยงในการลงทุนที่น้อยกว่าการลงทุนในหลักทรัพย์
หรือสินทรัพย์เพียงชนิดเดียว และยิ่งไปกว่านั้นเขายังยืนยันด้วยว่า
เราสามารถที่จะสร้างพอร์ตการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนได้มากตามที่ ต้องการ
ซึ่งขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงที่คุณยอมรับได้ และผลการค้นพบหลักการที่ว่าก็ทำให้
มาร์โควิทซ์ สามารถคว้ารางวัลโนเบลในสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ร่วมกับ วิลเลี่ยม ชาร์ป
และ เมอร์ตัน มิลเลอร์ และก็ยังทำให้เกิดทฤษฎีต่างๆ ตามมาอีกมากมายหลายทฤษฎี
ไม่ว่าจะเป็น Efficient Frontier, Optimizers หรือ
Value At Risk แต่บทสรุปของทฤษฎีเหล่านี้หนีไม่พ้นหลักการที่ว่า
อย่าใส่ไข่ ทุกใบในตะกร้าใบเดียว
แล้วจะเอาไข่ใบไหน ใส่ในตะกร้าใบไหนดีล่ะ คำถามนี้
เป็นคำถามยอดฮิตที่นักลงทุนหรือผู้ที่อยากลงทุน ถามกันจนติดปาก
หากคะแนนของคุณอยู่ในระหว่าง 5-8 คะแนน
คุณเป็นคนประเภทอนุรักษานิยม หรือ conservative การขาดทุนถือเป็นเรื่องที่บั่นทอนจิตใจคุณ จนคุณอาจ ถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับ การลงทุนในสิ่งที่เสี่ยง เป็นเรื่องที่คุณกลัวมากเป็นพิเศษ
คุณเป็นคนประเภทอนุรักษานิยม หรือ conservative การขาดทุนถือเป็นเรื่องที่บั่นทอนจิตใจคุณ จนคุณอาจ ถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับ การลงทุนในสิ่งที่เสี่ยง เป็นเรื่องที่คุณกลัวมากเป็นพิเศษ
หากคะแนนของคุณอยู่ระหว่าง 9-12 คะแนน
คุณเป็นคนประเภทเดินสายกลางคุณเป็นคนที่สามารถยอมรับความเสี่ยงได้บ้างพอ สมควร ถ้าคุณคิดว่ามันจะทำให้คุณได้ผลตอบแทนที่ ดีกว่า เพราะฉะนั้นลุยไปเลย ลงหุ้น 50%
คุณเป็นคนประเภทเดินสายกลางคุณเป็นคนที่สามารถยอมรับความเสี่ยงได้บ้างพอ สมควร ถ้าคุณคิดว่ามันจะทำให้คุณได้ผลตอบแทนที่ ดีกว่า เพราะฉะนั้นลุยไปเลย ลงหุ้น 50%
หากคะแนนของคุณอยู่ระหว่าง 13-15 คะแนน
ใจถึงสุดๆได้เลย ขาดทุน แต่ถ้าได้ก็ต้องได้มากเช่นกัน เพราะฉะนั้นพอร์ตการลงทุนของคุณ ควรจะมีหุ้นอยู่ในนั้นเป็นสัดส่วนที่มากกว่าการลงทุนในหลักทรัพย์ ชนิดอื่น
พอร์ตการลงทุนในแบบ A
คือการนำเงินลงทุนทั้งหมดไปฝากธนาคารปลอดภัย ที่สุด แต่ก็อย่างว่า ผลตอบแทนก็น้อยตามไปด้วย
พอร์ตการลงทุนในแบบ B
ถ้าคุณยอมรับความเสี่ยงได้บ้างพอสมควร ก็ลอง ลงทนในพันธบัตรหุ้นกู้ทั้งหมด ซึ่งให้ผลตอบแทนที่ สูงกว่า แต่ก็เริ่มมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นบ้าง
พอร์ตการลงทุนในแบบ C
ใส่เงินลงทุนทั้งหมดในหุ้นตัวเดียว เพื่อผลการ ตอบแทนที่มาก เช่น 9% ต่อปี แต่ก็ต้องแบกรับ ความเสี่ยงสูงที่สุด
พอร์ตการลงทุนในแบบ D
เป็นพอร์ตการลงทุนที่ผสมผสานกัน 30:70 ระหว่าง กองทุนตราสารหนี้และกองทุนตราสารทุนที่ให้ผล ตอบแทนคงที่กับการลงทุนในหุ่นตัวเดียวที่ให้อัตรา ผลตอบแทนประมาณ 9% เช่นกัน แต่มีความเสี่ยง น้อยกว่าการลงทุนในหุ้นตัวเดียวมาก เพราะมีการ กระจายความเสี่ยงที่ดีกว่า
ใจถึงสุดๆได้เลย ขาดทุน แต่ถ้าได้ก็ต้องได้มากเช่นกัน เพราะฉะนั้นพอร์ตการลงทุนของคุณ ควรจะมีหุ้นอยู่ในนั้นเป็นสัดส่วนที่มากกว่าการลงทุนในหลักทรัพย์ ชนิดอื่น
ความเสี่ยงไม่ได้มีความหมายแค่เป็นสิ่งที่บอกว่าหลักทรัพย์อาจจะลดมูลค่าลง
แต่มันยังเป็นสิ่งที่ เราใช้วัดค่าความเปลี่ยนแปลงของหลักทรัพย์ได้ทั้ง
ขาขึ้นและขาลง ซึ่งเรียกกันตามหลักการว่า ค่าความ เบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) ซึ่ง คำนวณได้จากผลตอบแทนจากการลงทุนที่ผ่านมา
ยิ่งตัวเลขค่าความเบี่ยงเบนสูงมาก ก็ยิ่งบ่งบอกถึง
ความเสี่ยงของการลงทุนในหลักทรัพย์ตัวนี้มากตาม ไปด้วย
จากตาราง
ถ้าหากการขาดทุนมากทำให้คุณรู้สึกไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว คุณก็น่าจะต้องคิดถึงการ
ลงทุนในหลักทรัพย์ที่ตกอยู่ทางด้านซ้ายของเส้น ความเสี่ยง (Standard deviation) เฉลี่ย 8% ซึ่งหมายความว่าผลตอบแทนของคุณจะมีการแกว่ง
ตัวในระดับบวกหรือลบ ไม่เกิน 8% ในช่วงสองใน
สามของระยะเวลาการลงทุนทั้งปี แต่ถ้าหากคุณ
สามารถรองรับระดับความเสี่ยงได้มากกว่านั้น คุณก็
อาจจะลองขยับมาอยู่ที่ระดับความเสี่ยง 8%-15% แต่ถ้ายังไม่ถึงใจคุณก็ลองเสี่ยงให้สุดกู่ไปเลย
หลักการของมาร์โควิทซ์
ซึ่งน่าจะเรียกว่าเป็น เครื่องมือทางการเงินที่ได้พิสูจน์ให้เห็นอย่างเป็น
รูปธรรมว่า การกระจายความเสี่ยงสามารถให้ผล
ตอบแทนที่ทัดเทียมกับการลงทุนในหลักทรัพย์ตัว เดียวที่ให้ผลตอบแทนสูงแต่ความเสี่ยงน้อยกว่ากัน
อย่างเห็นได้ชัด หากดูที่แผนภาพจะเห็นเส้นสีเทา ที่เราเรียกกันว่า Efficient Frontier ด่านหน้าที่ทรง ประสิทธิภาพ คือ เส้นที่บอกถึงผลตอบแทนการ
ลงทุนที่ต่างออกไปตามระดับความเสี่ยงที่ผู้ลงทุน ยอมรับได้
ดังตัวอย่างของพอร์ตการลงทุนสามแบบ ที่ให้ผลตอบแทนเท่าเทียมกันแต่ในพอร์ตแบบ E มีความเสี่ยงที่ต่ำกว่าพอร์ตอื่นอย่างเห็นได้ชัด
ในส่วนหลักทรัพย์ที่นักลงทุนทั่วไปคุ้นเคยมากที่สุด
เห็นจะหนีไม่พ้น หุ้น เพื่อหวังผลตอบแทนสูง พันธบัตร หุ้นกู้
เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ และการ ฝากเงินเพื่อไม่ให้เงินต้นสูญ
แต่การลงทุนในหลักทรัพย์แต่ละชนิดความเสี่ยงก็แตกต่างกันไปด้วย
ซึ่งก็แน่นอนว่าหุ้นเสี่ยงสูงที่สุด รองลงมาก็พันธบัตร หุ้นกู้
สุดท้ายที่เสี่ยงน้อยที่สุดก็คือ การฝากเงิน
พอร์ตการลงทุนในแบบ A คือการนำเงินลงทุนทั้งหมดไปฝากธนาคารปลอดภัย ที่สุด แต่ก็อย่างว่า ผลตอบแทนก็น้อยตามไปด้วย
พอร์ตการลงทุนในแบบ B ถ้าคุณยอมรับความเสี่ยงได้บ้างพอสมควร ก็ลอง ลงทนในพันธบัตรหุ้นกู้ทั้งหมด ซึ่งให้ผลตอบแทนที่ สูงกว่า แต่ก็เริ่มมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นบ้าง
พอร์ตการลงทุนในแบบ C ใส่เงินลงทุนทั้งหมดในหุ้นตัวเดียว เพื่อผลการ ตอบแทนที่มาก เช่น 9% ต่อปี แต่ก็ต้องแบกรับ ความเสี่ยงสูงที่สุด
พอร์ตการลงทุนในแบบ D เป็นพอร์ตการลงทุนที่ผสมผสานกัน 30:70 ระหว่าง กองทุนตราสารหนี้และกองทุนตราสารทุนที่ให้ผล ตอบแทนคงที่กับการลงทุนในหุ่นตัวเดียวที่ให้อัตรา ผลตอบแทนประมาณ 9% เช่นกัน แต่มีความเสี่ยง น้อยกว่าการลงทุนในหุ้นตัวเดียวมาก เพราะมีการ กระจายความเสี่ยงที่ดีกว่า
พอร์ตการลงทุนในแบบ E
|
เป็นเรื่องของการลงทุน
โดยแบ่งสัดส่วนการลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ 45% และกองทุนหุ้นทุน
55% โดยมีอัตราผลตอบแทนประมาณ 9% เช่นกัน
แต่ ความเสี่ยงน้อยกว่าพอร์ตในแบบ D กับ C ซึ่งน่า จะนับว่าเป็นพอร์ตการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด
แต่มีความเสี่ยงน้อยที่สุด
จัดพอร์ตตัวเองให้ได้ดั่งใจ
ไม่ว่าจะลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทไหน
ในอัตรา ส่วนผสมมากน้อยแค่ไหน ขอให้คุณมั่นใจว่าคุณจะอยู่กับมันได้อย่างสบายใจ
เพราะในความเป็นจริง แล้วคงไม่มีกฎตายตัวแน่นอน คนที่อายุยังน้อยเพิ่ง
เริ่มต้นทำงาน เงินลงทุนยังน้อยน่าจะยอมรับความ เสี่ยงได้มาก
จึงน่าจะมองหาประโยชน์จากผล ตอบแทนที่มากกว่าในหลักทรัพย์ประเภทหุ้นทุน
แล้วรอเวลาที่จะทำให้มูลค่าการลงทุนเพิ่มสูงขึ้น ตามที่ต้องการ
ส่วนคนที่อายุมากขึ้นมีเงินลงทุน มากพอสมควร
ก็อาจจะปรับสภาพการลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงน้อยกว่าเดิม เพื่อป้องกัน
การลดลงของเงินลงทุน พร้อมทั้งรายได้ที่ลดลงแต่ก็ อาจจะมีมาอย่างสม่ำเสมอ
ตารางการจัดสรรการลงทุนสี่ช่องที่นำเสนอเป็นการแนะนำการจัดพอร์ตสำหรับผู้เริ่มต้นตามช่วงอายุ
ทั้ง คนแก่ คนหนุ่มสาว โดยอาศัยหลักสมมุติฐานว่า
ภายในระยะเวลาการลงทุนที่นานพอสมควรหุ้นทุน
จะให้ผลตอบแทนที่มากกว่าพันธบัตรหุ้นกู้
แต่ไม่สามารถคาดการณ์ผลตอบแทนได้อย่างแน่นอน ซึ่งอ้างอิงได้จากข้อมูลการเปลี่ยนแปลงมูลค่าหุ้นจาก
ในช่วงอดีตที่ผ่านมา
โมเดลการจัดสรรการลงทุนขั้นพื้นฐาน
ในช่วงอายุระหว่างที่คุณเริ่มสะสมเงินลงทุน
และยัง ไม่มีความต้องการที่จะใช้เงินลงทุนนั้นในระยะเวลาอัน ใกล้นี้
คุณสามารถที่จะนำเงินไปลงทุนในหลักทรัพย์ ที่ให้ผลตอบแทนสูงได้ โดยอาศัยช่วงอายุที่ยังน้อย
คุณอาจจะใส่เงิน 80% หรือมากกว่าลงในหุ้นแล้ว
นำส่วนที่เหลือใส่ลงไปในพันธบัตร แต่เมื่อระยะเวลา ผ่านไป
เมื่อสะสมเงินลงทุนได้มากขึ้น อายุก็มากขึ้น
และก็ไม่มีเวลาที่จะแก้ตัวหากเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมา คุณก็อาจจะค่อยๆ
ลดความเสี่ยงลงด้วยการปรับ ลดการลงทุนในหุ้นลงเหลือแค่ 70%
พอก้าวมาถึงช่วงที่เรียกว่า
ช่วงที่ต้องการรายได้จาก การลงทุน (Distribution) หลังจากที่คุณเริ่มสนุกสนานไปกับการได้รับผลตอบแทนจากการ
ลงทุนในช่วงต้น และไม่ต้องการที่จะเสี่ยงกับการ สูญเสียในระยะสั้น
คุณอาจจะลดการลงทุนในหุ้นลง เหลือสัก 60% หรืออาจจะลงไปถึง
50% ได้เช่นกัน
เมื่อคุณรู้แน่แล้วว่ากลยุทธ์การลงทุนของคุณเป็นอย่างไร
คุณก็อาจจะนำเอาแนวคิดนี้ไปปรับใช้กับปัจจัยทางการเงินของตนเอง อายุของคุณ
วัตถุประสงค์ ในการลงทุนและรสนิยมในการลงทุนของคุณ
แหล่งที่มาอ้างอิง : http://www.finansa-asset.com/recently/articles/th_fin_article7.html



